วันนี้หลังจากเขียนเรื่องโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย จบลงไปอีก 1 เรื่อง เวลา 15.30 น. เดินทางไปรับลูกกลับจากโรงเรียน แล้วพาลูกสาวไปเล่นสนามหญ้า มีผู้ปกครองถ้าผู้เขียนว่า ลูกสาวกินนมแม่ถึงอายุกี่เดือน ตัวโตมากเลย ผู้เขียนตอบว่า 2 ขวบ 11 เดือน หลังจากนั้นเสริมนมสด ไขมัน 0% ให้ทาน ผู้ปกครองท่านนั้นพูดมาว่า งั้นเค้าก็แข็งแรงมากนะสิ ผู้เขียนก็ได้แต่ยิ้ม
บุตรสาวของผู้เขียนเป็นเด็กอารมณ์ดี หน้าตายิ้มแจ่มใส สุขภาพดี ไม่เคยป่วยถึงขนาดเข้านอนโรงพยาบาล ไม่เคยได้รับวัคซีนเสริมต่างๆ
![]() |
| บุตรสาววัย 11 เดือน สุขภาพแข็งแรง สถานที่ : ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน |
![]() |
| บุตรสาววัย 2 ขวบ 11 เดือน พอง่วงนอนก็คิดถึง นมแม่ สถานที่ : สวนสัตว์โคราช |
"นมแม่"
ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจที่ได้เลี้ยงบุตรสาว ด้วยนมของตนเอง วันนี้ดีใจมากที่ได้เขียนเรื่องนมแม่ และได้พยายามค้นคว้า เรื่องของนมแม่และการให้นมแม่ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน ในการอธิบายเรื่องนมแม่ แก่หญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดในชุมชน ดังนี้
นมแม่เป็นนมที่เหมาะสมกับทารกตั้งแรกเกิด เพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมพร้อมทั้งภูมิต้านทานที่ช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย อีกทั้งช่วยคุณแม่ประหยัด ไม่เสียเวลาในการชง สามารถเข้าปากลูกและดูดกลืนน้ำนมได้ทันที นมแม่ที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหารครบถ้วนที่สุด คือ ช่วงหลังคลอดที่จะมีน้ำนมเหลืองออกมาเรียกว่า โคลอสครัม (Colostrum) ถือเป็นหัวน้ำนมชั้นยอดของลูก เนื่องจากให้สารอาหารพลังงาน โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอดี และสร้างภูมิต้านทานต่อเนื่องจากในครรภ์ได้อีกด้วยส่วนใหญ่แล้วนมแม่จะมาประมาณ 3-4 วันหลังคลอด ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่ทารกกำลังนอนขี้เซาและปรับตัวกับโลกใบใหม่อยู่พอดี จากนั้นเข้าสู่วันที่ 7 ฮอร์โมนของคุณแม่ก็จะหลั่งช่วยเร่งสร้างน้ำนมให้มากขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูก และการให้ลูกดูดนมเร็วหรือช้าค่อนข้างมีผลในการกระตุ้น เพราะหากคุณแม่ให้ลูกดูดนมบ่อยก็จะถือเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมสำหรับมื้อต่อไปเยอะขึ้น อีกทั้งลูกก็จะคุ้นเคยกับหัวนมเร็วขึ้นด้วย
แม่ควรให้ลูกอมดูดนมตั้งแต่หัวนมจนถึงลานนม เพื่อให้ลูกช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมที่กระจายอยู่ทั่วเต้านม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหัวนมแตกได้ด้วย และการให้นมที่ดีควรให้ทุก 4 ชั่วโมงโดยสามารถสลับเต้าได้ เพราะปริมาณน้ำนมจะผลิตออกมาเพียงพอ และเมื่อลูกได้ดูดเต็มอิ่มก็จะนอนหลับยาว
นมแม่ช่วงทารกแรกเกิด – ช่วงแรกทารกจะเอาแต่นอนหลับ และจะดูดนมอยู่ประมาณครั้งละ 5 นาที จากนั้นก็จะนานขึ้น 10 นาที และ 20 นาทีตามลำดับ เมื่อลูกดูดนมมากขึ้นนมของแม่ก็จะคัดตึงเพราะเริ่มมีน้ำนมมากขึ้น คุณแม่จะมองเห็นว่าลูกดูดนมอย่างมีความสุขไปเรื่อยๆ ราว 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมแบละไม่ควรให้ลูกดูดนมแต่ละครั้งนานกว่านี้
ทารกอายุ 4-6 สัปดาห์ – หากทารกไม่ได้นมแม่ในช่วงนี้อาจจะทำให้ป่วยและรับเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะระบบหายใจและทางเดินอาหาร
ทารกอายุ 6 เดือน – ทารกจะมีภูมิคุ้มกันอย่างดี และไม่แพ้อาหารง่าย เนื่องจากวัยนี้ต้องเริ่มต้นอาหารเสริมเพิ่มเติมจากนมแม่ได้บ้างแล้ว
ทารกอายุ 9 เดือน – นอกจากนมแม่จะมีสารอาหารมากมายแต่ลูกต้องการอาหารเสริมอย่างน้อย 2 มื้อต่อวันแล้ว แต่สิ่งที่ลูกจะได้รับจากนมแม่คือความอบอุ่นและความปลอดภัยทุกครั้งที่ดูดนมแม่ ที่ถือว่าเป็นความมั่นคงทางจิตใจตั้งแต่วัยเริ่มต้น
อายุ 1 ปี – การดูดนมของลูกจะค่อยๆ ลดบทบาทลงไปและหันมารับสารอาหารจากอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ ซึ่งเด็กจะได้ทักษะการดูด เคี้ยว กลืน จากการดูดนมแม่ตั้งแต่วัยทารก
การกินให้พอดีคือการกินให้อิ่ม นอนหลับสบายไม่งอแง น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ก็เพียงพอ เพราะการบอกจำนวนคงเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่กินนมจากเต้านมแม่ แต่เรามักใช้เกณฑ์ที่ว่าให้กินนมแต่ละครั้งนานไม่น้อยกว่า 20-30 นาที และให้ได้น้ำนมอย่างน้อย 8 ครั้งต่อวัน และจำนวนครั้งจะลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น
รู้ได้อย่างไรว่านมแม่ไม่พอ
- น้ำหนักลูกไม่ขึ้น - ถ้าน้ำหนักของลูกไม่ขึ้นหรือลดลง อาจประเมินได้ว่าน้ำนมไม่พอ ในช่วงแรกควรให้ลูกกินได้สัก 10 ครั้งต่อวัน พอโตขึ้นก็จะลดความถี่ลงไป การกินแต่ละครั้งควรให้กินนานสัก 20 นาทีโดยกินสม่ำเสมอไม่ใช่กินไปหลับไป ถ้าลูกหลับก็ต้องปลุกให้ตื่นด้วย
- ลูกปัสสาวะน้อย - เพราะถ้าลูกกินได้มากก็จะปัสสาวะมากและบ่อยขึ้น ในวันหนึ่งลูกควรปัสสาวะ 6-8 ครั้งเป็นอย่างน้อย
- ลูกอุจจาระน้อย – ถ้าน้ำนมไม่พอการถ่ายอุจจาระจะเหลือกากอาหารน้อย แต่ถ้าไม่ถ่าย 3-4 วันแต่เมื่อถ่ายก็ออกมาปกตินิ่มๆ เป็นสีเหลือง อุจจาระมีสีเหลืองเหลวละเอียดดีถือว่าไม่มีปัญหาอะไร -
กระตุ้นเพิ่มน้ำนมอย่างไรก่อนให้ลูกกินนม
คุณแม่ควรประคบผ้าร้อนสัก 10 นาที นวดเบาๆ รอบๆ เต้านมโดยใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมรอบๆ เต้านม คลึงหัวนมเบาๆ ด้วยปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
- ให้ลูกดูดจากเต้านมแม่บ่อยขึ้นและนานขึ้น
- ให้ลูกดูดนมจากเต้าของแม่ทุก 3 ชั่วโมง นานอย่างน้อย 20 นาที
- ให้ลูกกินนมทีละข้างให้หมดหรือรู้สึกเบาแล้วจึงต่ออีกข้าง(ถ้าลูกยังต้องการ)
- เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8 แก้ว ส่วนจะเพิ่มซุปไก่ดำ ยำหัวปลี แกงเลียง ก็ทำได้ทั้งหมดไม่มีอะไรขัดข้อง
ประโยชน์ของนมแม่ 6 เดือนแรก
เป็นช่วงสำคัญในการสร้างรากฐานและการเจริญเติบโตของสมองลูก อีกทั้งร่างกายของลูกก็ยังมีข้อจำกัด อาทิ ความจุของกระเพาะอาหารยังน้อย , ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง , ระบบการย่อยและการดูดซึมยังพัฒนาไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำย่อยแป้ง ไขมัน โปรตีน ต้องเลย 6 เดือนไปแล้วถึงจะพัฒนาเต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กไปกินอาหารอื่นก็จะทำให้การย่อยอาหารไม่ดีพอ
โครงสร้างของเซลล์ในลำไส้ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ทำให้มีช่องว่างของเซลล์ ถ้าลูกกินอาหารอื่นเข้าไปก็อาจจะหลุดเข้าไปในช่องว่างนั้น และเข้าไปในกระแสโลหิตได้ และจะทำให้เกิดการแพ้ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว รวมทั้งเชื้อโรคก็เล็ดลอดเข้าไปได้ เพราะภูมิคุ้มกันน้อยลง รวมทั้งสมรรถภาพของตับ ไต ยังไม่แข็งแรงดีพอในการรับอาหารอื่นด้วยทั้งนี้
หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ศึกษาเป็นระยะเวลานานเกือบ 6 ปี จึงประกาศให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะดีต่อสุขภาพร่างกายลูกหลายๆ ด้าน และหากคุณแม่ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนเต็ม จะมีผลดีกับลูกและแม่มากกว่าให้กินแค่ 4 เดือน คือ
- ลูกได้อาหารไปเลี้ยงสมองที่เหมาะสมและนานขึ้น นมแม่จะมีคุณภาพดีกว่า เพราะในนมแม่มีไขมันชนิดพิเศษ คือกรดไขมันไม่อิ่มตัว DHA ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของสมอง
- ลูกมีอาการท้องเสียและติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจน้อยกว่า มีข้อมูลว่าเด็กที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีโอกาสท้องเสียและปอดบวมน้อยกว่าเด็กที่ได้นมแม่อย่างเดียว 4 เดือนประมาณ 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้นมแม่อย่างเดียว
- ทำให้คุณแม่ไม่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีระยะปลอดประจำเดือนนานขึ้น และร่างกายของลูกจะสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากน้ำนมแม่ได้ถึง 50% แต่ถ้ากินอาหารเสริม เช่น ข้าวและกล้วยด้วย จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กในนมแม่ลดลงเหลือเพียง 10%
- ทำให้คุณแม่มีน้ำหนักลดลงหลังคลอดได้เร็วกว่า และช่วยเรื่องคุมกำเนิดซึ่งมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์เพียง 1% เท่านั้น แต่ต้องตามหลักการนี้คือต้องกินนมแม่อย่างเดียว และไม่มีประจำเดือน เพราะการมีประจำเดือนแสดงว่ารังไข่เริ่มทำงาน
- ในขณะที่ลูกกินนมแม่ จะได้รับอ้อมกอดคุณภาพวันละ 8-10 ครั้ง ลูกน้อยจะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรส ได้รู้การเคลื่อนไหว ช่วยกระตุ้นโครงข่ายเส้นใยประสาท เชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง
- เด็กที่กินนมแม่ป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม 2 ถึง 7 เท่า
- ทำให้เด็กมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตได้ดี
- ทารกที่ได้ดื่มน้ำนมจากอกแม่โดยตรงจะมีความรู้สึกดี ปลอดภัย รัก ผูกพัน และอุ่นใจ เพราะการให้นมแม่แต่ละครั้งต้องมีการโอบกอดลูกแนบอก ทารกจะได้ยินเสียงหัวใจแม่เต้น ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยเหมือนได้อยู่ในท้องแม่อีกครั้ง เกิดความสุขใจความไว้เนื้อเชื่อใจ และความอบอุ่น ฉะนั้นชีวิตในวันข้างหน้าของเด็กก็จะมีความมั่นคงทั้งทางอารมณ์และจิตใจ
คุณแม่เลี้ยงน้องน๊อตมาด้วยนมตนเอง ถึง 6 เดือน
ปัจจุบัน น้องน๊อต อายุ 8 เดือนแล้ว ยังไม่ป่วยเลย
น้องน๊อต มีสุขภาพที่แข็งแรง
คุณแม่เองก็ต้องไปทำงาน คุณแม่ขยันปั๊มน้ำนม
เพื่อให้คุณพ่อ นำนมมาให้น้องน๊อตทาน
คุณพ่อของน้องน๊อต พิการ ที่แขนซ้าย
เป็นคนเลี้ยงน้องน๊อตมา
โดยมีเรา อสม.แป้ว ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น